คอลัมน์ รายงานพิเศษ : "ภูมิธรรม เวชยชัย" ผ่าปมการเมือง-อนาคตเพื่อไทย

คอลัมน์ รายงานพิเศษ : "ภูมิธรรม เวชยชัย" ผ่าปมการเมือง-อนาคตเพื่อไทย
1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (No Ratings Yet)
Loading...Loading...
Advertisement

ตอนวันที่ 14 เดือนสิงหาคม นายภูเขาไม่ธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย แสดงทรรศนะและก็ความเห็นต่อเหตุการณ์การบ้านการเมือง อีกทั้งในหัวข้อการวางตัวหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ อนาคตพรรคเพื่อไทยข้างหลังการตัดสินโทษแผนการรับจำนองข้าว ระบบพงไพรมารี่โหวตสำหรับเพื่อการลงคะแนนเสียงหนต่อไป การผลิตความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ดังต่อไปนี้

หัวหน้าพื้นที่ไม่ปิดช่องคนคุ้นชินการปฏิบัติ

ความเคลื่อนไหวในพรรค การมีหัวหน้าพรรคคนใหม่ แล้วก็การขัดกันข้างในพรรคนั้น คือเรื่องธรรดาของพรรค การบ้านการเมือง ที่มีความเห็นต่างกันได้ แต่ว่าไม่ใช่เรื่องที่จะกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดความไม่ถูกกัน ใหญ่มโหฬารใดๆก็ตาม

พรรคเพื่อไทยเป็นสถาบันทางการเมือง ความเป็นพรรคการเมืองนั้นสมาชิกจะต้องทำตามข้อปฏิบัติพรรค ไม่ใช่ตามการชี้ทางของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และก็แน่ๆการเลือกหัวหน้าพรรคควรจะเป็นไปตามข้อกำหนดพรรค ที่สำคัญมีแนวทางการฟังข้อคิดเห็นจากทุกฝ่าย ทุกๆอย่างผ่านวิธีการระบบประชาธิปไตยด้านในพรรค

ในช่วงเวลานี้ข้างในพรรคยังไม่มีการปรึกษาหารือเรื่องหัวหน้าพรรค เพราะว่ายังไม่อาจจะทราบได้ว่าเหตุการณ์การบ้านการเมืองและก็ความปรารถนาของพ่อแม่พี่น้องประชาชนในแต่ละระยะเวลาจะเป็นยังไง โดยยิ่งไปกว่านั้นเหตุการณ์การบ้านการเมืองในตอนอนาคตอันใกล้ที่จะมาถึง

ส่วนในกรณีที่มีปัญหาให้รับรองว่า พรรคจะไม่มีหัวหน้าที่มาจากเครือญาติเคยชินความประพฤตินั้น จำเป็นต้องเรียนว่าพรรคมีพนักงานที่มีสมรรถนะ มีประสบการณ์การจัดการประเทศ และก็มีความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจที่มากมาย มากมาย ด้วยเหตุนี้ก็เลยเร็วเกินความจำเป็นที่จะกล่าวว่า พรรคจะเลือกคนใดกันแน่มาเป็นหัวหน้าพรรค พวกเรายังมีเวลาแค่พอที่ไม่ต้องรีบตกลงใจใดๆก็ตามเนื่องจากว่าเหตุการณ์ต่างๆในบ้านเมืองเปลี่ยนอยู่ตลอดระยะเวลา

วอนคสช.ปลดล็อกพรรค

เมื่อเปิดให้ทำกิจกรรมด้านการเมืองได้ อย่างแรกที่พรรคจะคิดเป็น เรื่องแนวทาง รวมทั้งส่วนประกอบพรรคที่สมควรต่อการจัดการกับปัญหาให้ราษฎรที่ยังทุกข์เข็ญ ตกที่นั่งลำบากอยู่ หลังจากนั้นแล้วก็ค่อยปฏิบัติการ เลือกหัวหน้าพรรคที่เหมาะสมกับหลักการ องค์ประกอบ รวมทั้งเหตุการณ์ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

ตอนนี้ประเทศพวกเรายังไม่เป็นระบบประชาธิปไตย รวมทั้งพรรคการเมืองยังอยู่ภายใต้คำบัญชาแผนกรักษาความสงบเงียบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรม โดยเหตุนี้ก็เลยยังไม่อาจจะเรียกสัมมนาสมาชิก เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคที่สมควรได้

ในหัวข้อการห้ามทำกิจกรรมนั้น ส่วนตัวไม่เห็นพ้องกับการนาชูรัฐมนตรีและก็หัวหน้า คสช. แล้วก็รองนายกฯ ข้างความยั่งยืนมั่นคง ยังคงห้าม ไม่ให้โอกาสอวยพรรคการบ้านการเมืองและก็พสกนิกรสามารถจัดกิจกรรม แล้วก็ให้ความเห็นได้เป็นอิสระ นับว่าเป็นความสงสัยจนกระทั่งเกินความจำเป็น 

ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยเองก็มิได้ทำอะไรที่เกินเลยจากกรอบสิทธิ ความอิสระที่ควรปฏิบัติได้ ต้องการพูดว่าทุกคนล้วนรักประเทศเหมือนกับท่านผู้มีอิทธิพลทั้งหลายแหล่ และไม่มีผู้ใดกันต้องการมองเห็นการขัดกัน ทำความเสียหายให้กับประเทศ โดยเหตุนั้นจำเป็นต้องเปิดโอกาสพรรคการเมืองและก็พลเมืองส่วนต่างๆได้มีหน้าที่แสดงความเห็นแล้วก็จัดกิจกรรมตามธรรมดาได้ ซึ่งคงจะกำเนิดคุณประโยชน์โดยรวมแก่ประเทศ ได้มากกว่า

ไม่เป็นห่วงพงมารี่โหวต

สำหรับระบบพงมารี่โหวต ที่ระบุนั้นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับพรรคการเมือง พรรคเพื่อไทยมิได้หนักใจต่อกระบวนการพนามารี่โหวต เนื่องจากเป็นพรรคการเมืองลำดับหนึ่งของประเทศที่เริ่มคิดประเด็นนี้มาก่อนเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา พวกเราเริ่มจากความรู้ความเข้าใจในแนวทางรวมทั้งปรัชญาของระบบพงมารี่โหวตอย่างแท้จริง

ในปี 2547-48 พวกเราจัดเตรียมถึงกับขนาดจะทำพื้นที่ทดสอบ 15 เขตเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหลักที่ผู้แทนทั่วประเทศ เพื่อกำเนิดกรรมวิธีการการมีส่วนร่วมของสมาชิกพรรค ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การคัดสรรผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งเพียงเท่านั้น แม้กระนั้นรวมทั้งการจัดทำหลักการ แล้วก็รูปแบบการทำงานของพรรคอีกทั้งแนวทางการ อื่นๆอีกมากมาย 

แต่ว่าโชคร้ายที่พวกเรามิได้ปฏิบัติงานสม่ำเสมอจนกระทั่งสำเร็จ เพราะว่าถูกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ทำรัฐประหารในปี 2549 ซะก่อน รวมทั้งในตอนนั้นเรื่องไพรศรีมารี่โหวต เป็นหัวข้อที่ คมช.สนใจและก็มานะไต่สวนรวมทั้งไต่ถามแกนนำของพรรคอย่างยิ่งทีเดียว

แนะอย่ารีบ-มอบโอกาสศึกษา

ที่กล่าวมาทั้งสิ้น เพื่อรับรองว่าพรรคเพื่อไทยมีความรู้ในเรื่องพงมารี่โหวต รวมทั้งการให้โอกาสให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมสำหรับในการช่วยคิดแล้วก็ตกลงใจประเด็นต่างๆในพรรคอย่างมาก ไม่ใช่การดำเนินงานอย่างที่ผู้บัญญัติกฎหมายในตอนนี้กำลังคิดรวมทั้งทำอยู่

ซึ่งน่าเชื่อถือว่ากรุ๊ปผู้มีอิทธิพลในขณะนี้ มิได้คิดอยู่บนเบื้องต้นของความรู้ความเข้าใจแบบลงลึก แล้วก็ยังขาดเนื้อหาอีกมากมาย การผลักดันและส่งเสริมเรื่องพนามารี่โหวตโดยขาดความรู้และความเข้าใจแบบนี้ จะแปลงเป็นเหตุที่ทำให้สังคมกำเนิดความแตกกัน รวมทั้งสถาบันการเมืองกำเนิดความอ่อนแอ 

ต้องการเสนอให้ผู้มีอิทธิพล ที่มีความเกี่ยวข้องทุกฝ่าย อย่ารีบร้อนกระทั่งไม่คิดถึงผลพวงที่จะกำเนิดความทรุดโทรมแก่ประเทศ และไม่ควรจะพิจารณาถึงแต่ว่าความอยากของตัวเองแต่ว่าฝ่ายเดียว

ถ้าเกิดท่านมุ่งหมายจะให้ระบบพงมารี่โหวตมาใช้สำหรับในการเมืองเมืองไทย ควรจะเพิ่มความทรหดอดทน รวมทั้งเปิดโอกาสผู้ที่มีการเกี่ยวข้องทุกฝ่าย และประชากรได้ศึกษาเพื่อจะใช้ให้มีคุณประโยชน์สูงสุด โดยนึกถึงวิวัฒนาการรวมทั้งเรื่องจริงของสังคมไทยด้วย

อย่ามุ่งตกทอดอำนาจ

สำหรับระบบการเลือกตั้งตามทางของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (มือธนาคาร) โดยเฉพาะอย่างยิ่งความมานะบากบั่นส่งเสริมให้มีการยกเลิกระบบพรรคเดียวเบอร์เดียวนั้น ยังไม่มั่นใจในเจตนาของการผลักดันและส่งเสริมเรื่องดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

รวมทั้งดูเหมือนจะเป็นเยี่ยมในความเพียรพยายามที่อยากได้ให้กำเนิดความสับสนวุ่นวายสำหรับในการลงคะแนน เพื่อพรรคการเมืองและก็สถาบันทางการเมืองอ่อนแอ ลดน้อย ยากต่อการจัดการ ยากต่อการทำงานแก้ปัญหาให้ประชากร แล้วก็ก่อให้เกิดความสับสน สำหรับการเลือกนักการเมืองรวมทั้งพรรคการเมืองที่ตัวเองชอบใจ 

ซึ่งกระตุ้นให้เกิดเรื่องที่น่าสงสัยว่าแผนกผู้ร่างมีเจตนาเพื่อเปิดทางทางสู่การมีนาชูฯ คนภายนอก เข้ามาเป็นรัฐบาล และก็สะท้อนให้มองเห็นความพากเพียรที่จะตกทอดอำนาจถัดไป ใช่หรือไม่ใช่ 

มีความคิดเห็นว่า ผู้มีอิทธิพลควรสร้างกฎ ข้อตกลงการเลือกตั้งให้ไม่ยุ่งยากต่อการปฏิบัติให้เยอะที่สุด เพื่อช่วยเหลือการมีส่วนร่วมทางด้านการเมืองของประชากร ไม่ใช่เพื่อทำให้มีการเกิดข้อยุ่งยาก รวมทั้งสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นกับสามัญชนยกตัวอย่างเช่นที่กำลังกำเนิดในขณะนี้

ข้อตกลงที่เขียนมา ดังเช่น บัตรเลือกตั้งใบเดียว ระบบจัดแบ่งแบ่งส่วน ค่าสมาชิกพรรค พนามารี่โหวต แล้วก็การยกเลิกระบบพรรคเดียวเบอร์เดียว ถือว่าเป็นการส่อเจตนาอย่างเห็นได้ชัดเพื่อระบบพรรคการเมืองอ่อนแอ แล้วก็มุ่งตกทอดอำนาจทางด้านการเมืองของกรุ๊ปตนแค่นั้น

จนกระทั่งเล่นการเมืองประดิษฐ์

ความท้าสำหรับเพื่อการลงคะแนนครั้งหลัง หลักการที่เคยใช้หาเสียงจะยังสามารถประยุกต์ใช้ได้ยกตัวอย่างเช่นในสมัยก่อนไหมนั้น การบ้านการเมืองที่จะเกิดขึ้น ควรจะต้องมุ่งเดินหน้าไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แล้วก็การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

แม้ว่าจะยังไม่ครบสมบูรณ์ แต่ว่าจะต้องเป็นสิ่งที่สะท้อนความตั้งใจ รวมทั้งการมีส่วนร่วมของพ่อแม่พี่น้องให้เยอะที่สุด รวมทั้งให้พลเมืองได้รับคุณประโยชน์อย่างเต็มเปี่ยมที่สุด ที่สำคัญต้องมีส่วน สร้างเสริมแนวทางการเรียนรู้ของพ่อแม่พี่น้องประชาชนอย่างเต็มเปี่ยม

พรรคเพื่อไทยขอรับรองว่า จะใช้ความอุตสาหะอย่างที่สุดที่จะ มุ่งเดินหน้า สร้างงานการบ้านการเมืองที่ประดิษฐ์เพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญเป็น การยอมรับฟังแล้วก็ขจัดปัญหาให้กับประชากร ซึ่งนับว่าเป็นหน้าที่สำคัญที่พรรคการเมืองในระบบประชาธิปไตย ควรกระทำ ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาพรรคบากบั่นเสนอความเห็นสำหรับในการแก้ปัญหาประเทศ สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวให้คนภายในชาติ ซึ่งนับว่าเป็นลักษณะการทำงานการบ้านการเมืองของพรรคตลอดมา ซึ่งทั้งสิ้นนี้ในอนาคต ประชากรจะเป็นผู้ตัดสิน แล้วก็ระบุหน้าที่ แนวทางการบ้านการเมืองของพรรคสุดท้าย

ที่สำคัญที่สุด ถ้ากฎข้อตกลงที่ภาควิชาผู้มีอิทธิพลในตอนนี้ได้ดีไซน์ไว้นั้น กำเนิดก่อปัญหาและก็เป็นปัญหาที่สำคัญ ที่กัดกันการทำงานการบ้านการเมืองเพื่อจัดการกับปัญหาของประเทศ รวมทั้งเป็นข้อกำหนดสำหรับในการดูแลความทุกข์ยากลำบากของพ่อแม่พี่น้อง นับว่าเป็นหน้าที่ของคนประเทศไทยทุกๆคนที่จะจะต้องร่วมมือกันปรับแก้ เปลี่ยนแปลงข้อตกลงที่ได้วางแบบไว้ให้มีความกลมกลืนกับเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆถัดไป เพื่อไม่ให้ประเทศติดอยู่ในวิกฤตและก็กับที่ถูกทำขึ้น? เลขาธิการพรรคเพื่อไทยกล่าว

รับรองคดีข้าว-“ปู”บริสุทธิ์

ส่วนอนาคตของพรรคเพื่อไทยวันหลังวันตัดสินโทษโครงงานรับจำนองข้าว นางสาวยิ่งลักษณ์ คุ้นชินความประพฤติ สมัยก่อนนายกฯ ในวันที่ 25 เดือนสิงหาคมนี้ ผลวินิจฉัยจะออกมาเช่นไร ดีหรือร้าย คงจะยากจะคาดคะเน รวมทั้งพวกเราอาจไม่ขอก้าวล่วงดุลยพินิจขององค์ภาควิชาที่รับผิดชอบ

แต่ว่าในทางมุมของพวกเรานั้นแน่ใจว่า สิ่งที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้ปฏิบัติการมาตลอดในเรื่องแนวทางจำนองข้าว ล้วนเป็นไปด้วยความสุจริต แล้วก็เป็นการปฏิบัติการด้วยความระวังอย่างเต็มเปี่ยม เพื่อกำเนิดประสิทธิผลสูงสุดแล้วก็มีประโยชน์อย่างเต็มเปี่ยมตามแนวนโยบายของคณะรัฐมนตรี(คณะรัฐมนตรี)ที่แถลงต่อสภานิติบัญญัติ รวมทั้งถือได้ว่าเป็นการทำงานตามแนวทางบริหารราชการแผ่นดิน พุทธศักราช2555 ถึง 2558 ที่คณะรัฐมนตรีมีความคิดเห็นถูกใจ 

แล้วก็ที่สำคัญข้อบังคับมีภาวะบังคับแล้วก็กำหนดให้นางสาวยิ่งลักษณ์รวมทั้งคณะรัฐมนตรีจำต้องประพฤติตามอย่างไม่มีเงื่อนไข ซึ่งนางสาวยิ่งลักษณ์และก็คณะรัฐมนตรีทั้งยังแผนกได้ใช้ความมานะบากบั่นรวมทั้งความระแวดระวังอย่างเต็มเปี่ยมสำหรับในการดูแลเพื่อแผนการรับจำนองข้าวกำเนิดคุณประโยชน์สูงสุด ต่อครอบครัวเกษตรกร และก็ผลตอบแทน โดยรวมของประเทศ

เชื่อประชากรโอบอุ้ม

พรรคเพื่อไทยก็เลยกล้ารับรองและก็เชื่อถือว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ มิได้ ทำสิ่งใดผิดตามที่ถูกปรักปรำ พวกเราเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์รวมทั้งความมุ่งมั่นของสมัยก่อนนายกฯ ก็เลยมั่นใจว่าผลที่ความเป็นจริงเป็นจังปฏิบัติงาน แล้วก็คุณความดีที่ท่านได้ทำ สั่งสมมา จะปกป้องรักษาให้ปลอดภัย ในคราวนี้

พรรคมีความเป็นสถาบันการเมือง มีประวัติศาสตร์ และก็ผ่านการทำงานแก้ไขและก็ปรับปรุงเพื่อคุณประโยชน์สุขของพลเมืองคนประเทศไทยมานานนับสิบๆปี 

ถ้าผลจากการทำงานที่ตั้งใจให้กำเนิดผลดีต่อพลเมือง ผู้เป็นคนจำนวนมากของประเทศ จะก่อให้พรรคพวกเราได้รับผลเสีย พวกเราก็ยังเชื่อถือว่าพลเมืองโดยมากจะเห็นอกเห็นใจพวกเรา จะโอบอุ้มคุ้มครองปกป้องพวกเรา แล้วก็จะมอบโอกาสพรรคการเมืองของพวกเราอยู่ข้างเคียงพวกเขา ตลอดกาล

ฝ่าฝืนสิทธิกระทบประนีประนอม

การออกคำชี้แจงของพรรคเพื่อไทยปัจจุบัน ที่ขอให้รัฐบาลเลิกการคุกคาม และก็การฝ่าฝืนสิทธิ ความอิสระของประชากรนั้น เนื่องจากว่าสิทธิ ความอิสระของพสกนิกรทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเสรีภาพทางวิชาการ ความอิสระสื่อมวลชนและก็ยังรวมทั้งความอิสระของกรุ๊ปบุคคล ฝูงคน หรือของปัจเจกชน ล้วนเป็นสิทธิ ความอิสระอันชอบด้วยกฎหมาย

แล้วก็เป็นสิทธิเบื้องต้นตามรัฐธรรมนูญของราษฎรทุกรัฐบาล ทั้งๆที่เป็นระบบประชาธิปไตย และไม่เป็นระบบประชาธิปไตย ต้องยึดมั่นแล้วก็ประพฤติตามข้อผูกพัน ข้อตกลงระหว่างป

Comments are closed.